วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

microsoft excel

Microsoft Excel 2002

เป็นหนึ่งในชุดโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิต

XP

โดยเป็นโปรแกรมทางด้านการจัดการ

แผ่นงาน

(Worksheet)

ที่มีขีดความสามารถสูงไม่ว่าจะเป็นงานในด้านการคำนวณ การจัดการ

ฐานข้อมูล

(Database) การสร้างแผนภูมิ (Char)

และการวาดรูปในแบบกราฟิค ตลอดจนการ

เชื่อมโยงไปยังอินเทอร์เน็ต

การเรียกใช้

Microsoft Excel

1.

คลิกที่ปุ่ม Start บนแถบงานของ

Windows

2.

ชี้ไปที่ All Programs หรือ

Programs

3.

เลือก Microsoft Excel

ส่วนประกอบที่สำคัญของโปรแกรม

Microsoft Excel

หน้าจอหลัก

แบ่งเป็น 3

ส่วนคือ

1.

เมนูหลักของคำสั่งต่างๆ ทั้งหมดที่ใช้ในโปรแกรม Excel

สามารถใช้ได้จากการคลิกที่ชื่อเมนู

เช่น

File หลังจากนั้นจะปรากฏเมนูย่อยมาให้เลือกคำสั่งที่ต้องการ

2

เป็นส่วนที่เป็นคำสั่งต่างๆ ที่มักใช้บ่อยๆ โดยมีลักษณะเป็นปุ่มรูปต่างๆ วิธีการสั่งคำสั่งต่างๆ

เหล่านี้สามารถทำได้โดยการนำ

Mouse มาคลิก

3.

ที่จัดการกับตัวอักษรหรือข้อความ เราสามารถกำหนดชนิดตัวอักษร หรือขนาดตัวอักษรที่จะ

พิมพ์ ลักษณะของตัวอักษร และตำแหน่งของตัวอักษรได้จากส่วนนี้

4.

เป็นส่วนที่ใช้สำหรับการพิมพ์สูตรหรือข้อความที่จะใส่ลงใน Cell

ส่วนที่

2 คือส่วนที่ใช้สำหรับทำงานเช่นการพิมพ์งาน การสร้างกราฟต่างๆ

รายละเอียดภายใน

Worksheet

1.

คอลัมน์

Worksheet

แต่ละแผ่นจะถูกแบ่งออกเป็นช่องๆ ตามแนวตั้งเรียกว่าคอลัมน์ โดยจะมี

ทั้งหมด

256 คอลัมน์เริ่มตั้งแต่ A-Z, AA-AZ, BA-BZ,… , IA-IV

2.

แถว

คือการแบ่ง

Worksheet ออกตามแนวนอนเป็นช่องๆ เรียกว่าแถวจำนวนทั้งหมด 65536

แถว โดยเริ่มตั้งแต่แถวที่

1 ถึง 65536 แถว

3. Cell

คือช่องแต่ละช่องที่เกิดขึ้นจากการแบ่ง

Worksheet

ออกเป็นแถวและคอลัมน์ การ

อ้างอิง

Cell จะอ้างอิงโดยใช้ชื่อคอลัมน์และตามด้วยแถว เช่น C2 จะหมายถึง Cell

ที่อยู่

ที่คอลัมน์

C แถวที่ 2 เป็นต้น

4. Cell Pointer

คือส่วนที่ใช้แสดงตำแหน่งของ

Cell ที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนั้น (

ข้อมูลต่างๆ ที่พิมพ์

จะปรากฏใน

Cell ที่ Cell Pointer อยู่) Cell Pointer จะมีลักษณะดังรูป

ส่วนที่

3 คือส่วนที่แสดง Worksheet ที่กำลังทำงานอยู่หรือใช้เลือก Worksheet

ที่ต้องการและ

สถานะของการทำงานในขณะนั้น

การพิมพ์ข้อมูลและการสร้างสูตรเบื้องต้น

-

4 -

เราสามารถพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการได้โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

1.

เลื่อน Cell Pointer ไปยัง Cell ที่ต้องการ

2.

พิมพ์ข้อความที่ต้องการ

3.

กดปุ่ม Enter หรือลูกศรใดๆ

ตัวอย่าง

จงพิมพ์ข้อความต่อไปนี้

คุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญของ

Excel

คือการสร้างสูตรเพื่อใช้สำหรับการคำนวณ การสร้าง

สูตรนั้นสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1.

เลื่อน Cell Pointer ไปยัง Cell ที่ต้องการใส่สูตร

2.

พิมพ์เครื่องหมาย = แล้วตามด้วยสูตรที่ต้องการ

3.

กดปุ่ม Enter

ตัวอย่าง

จงพิมพ์ =500 + 400 ลงในตำแหน่ง C5

สังเกตว่าหลังจากกดปุ่ม

Enter แล้ว ข้อมูลที่แสดงในตำแหน่ง C5

จะเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการ

คำนวณของสูตร

-

5 -

นอกจากการสร้างสูตรที่ระบุจากตัวเลขโดยตรงแล้ว เรายังสามารถสร้างสูตรที่อ้างอิงจาก

ค่าตัวเลขที่อยู่ใน

Cell อื่นๆ ได้อีกด้วย ดังตัวอย่าง

ตัวอย่าง

จงพิมพ์ข้อมูลต่อไปนี้

สังเกตผลลัพธ์ที่ช่อง

C5 ว่าจะเป็น 950 ซึ่งเกิดจากการนำเอา 550 + 400

ข้อดีของการใช้สูตรภายใน

Excel คือ เมื่อค่าที่อยู่ภายใน Cell

ที่อ้างอิงภายในสูตรมีการ

เปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์ที่อยู่ในช่องที่ใส่สูตรจะเปลี่ยนให้ถูกต้องตามไปด้วย

ตัวอย่าง

ให้ทดลองเปลี่ยนข้อมูลในช่อง C3 ให้เป็น 620 จะได้ผลลัพธ์ดังรูป

การบันทึกข้อมูลและการเปิดข้อมูลเก่า

-

6 -

หลังจากที่สร้าง

Worksheet หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ Workbook

เรียบร้อยแล้วเราสามารถ

บันทึก

Workbook นั้นลงในดิสก์เพื่อที่ว่าเราสามารถเรียก Workbook

นั้นกลับมาแก้ไขใหม่ได้ใน

ภายหลัง

การบันทึกข้อมูลนั้นสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1.

คลิกที่ปุ่มรูปดิสก์ (หมายเลข 1) ดังรูป

􀁮

2.

ถ้าการบันทึกข้อมูลนั้นไม่ใช่การบันทึกครั้งแรก ข้อมูลจะถูกบันทึกลงในดิสก์ในชื่อ

ไฟล์ที่ถูกระบุไว้ก่อนแล้ว แต่ถ้าเป็นการบันทึกข้อมูลครั้งแรกจะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้

ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อไฟล์และตำแหน่งของไฟล์ในดิสก์ ดังรูป

ให้ใส่ชื่อของไฟล์ที่ต้องการในช่อง

File name และคลิกที่ปุ่ม Save (ในที่นี้สมมุติว่าชื่อ

Test1)

หลังจากที่บันทึกข้อมูลแล้ว เราสามารถออกจากโปรแกรม

Excel

ได้โดยไม่ต้องกังวลว่า

ข้อมูลจะหายไป เนื่องจากข้อมูลที่บันทึกไว้แล้วจะถูกเก็บไว้ในดิสก์ตลอดเวลา และเมื่อเราต้องการ

เปิดข้อมูลนั้นขึ้นมาใหม่ ก็สามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1.

คลิกที่ปุ่มตามหมายเลข 1

􀁮

-

7 -

หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้เราเลือกไฟล์ที่ต้องการเปิด เมื่อเลือกได้แล้วให้คลิกที่

ปุ่ม

Open (หมายเลข 1) ดังรูป

􀁮

ข้อมูลที่อยู่ในไฟล์

Test1 ที่เราบันทึกไว้ก็จะปรากฏในหน้าจอของโปรแกรม Excel

การสร้างสูตรที่ซับซ้อนและการ

Copy สูตร

ปกติเมื่อเราสร้างสูตรขึ้นเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราต้องการใช้สูตรนั้นใน

Cell

อื่นๆ เราไม่

จำเป็นต้องพิมพ์สูตรนั้นใหม่ แต่เราสามารถนำสูตรที่พิมพ์ขึ้นแล้วนำมา

Copy ไปไว้ใน Cell

อื่นๆ

ได้ ดังตัวอย่าง

ตัวอย่าง

จงพิมพ์ข้อมูลของค่าใช้จ่ายประจำเดือนต่อไปนี้พร้อมทั้งคำนวณหาผลรวมในทุกๆ เดือน

การ

Copy สูตรสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1.

เลือก Cell ที่มีสูตรที่ต้องการ Copy แล้วคลิกที่ปุ่มหมายเลข 1 ดังรูป

􀁮

-

8 -

2.

กำหนดช่วงที่ต้องการนำสูตรไปใส่ โดยคลิก Mouse ค้างเริ่มตั้งแต่ Cell

แรกที่ต้องการและลากไป

จนกระทั่ง Cell สุดท้ายแล้วจึงปล่อย Mouse

หมายเหตุ

โดยปกติเมื่อเรา Copy สูตร ตำแหน่งของ Cell ที่เราอ้างอิงในสูตรจะเปลี่ยนตามทิศทาง

ของการ Copy โดยอัตโนมัติดังรูป

ถึงแม้ว่าคุณสมบัตินี้ของ Excel จะทำให้การ Copy สูตรทำได้อย่างสะดวกและมี

ประสิทธิภาพ แต่ในบางครั้งเราอาจไม่ต้องการให้ ตำแหน่งของ Cell ที่อ้างอิงมีการเปลี่ยนแปลงไป

ตามการ Copy ซึ่งในกรณีนั้นเราสามารถทำได้โดยการใส่เครื่องหมาย $ ด้านหน้าของแถวหรือ

คอลัมน์ที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น ถ้าไม่ต้องการให้แถวที่ 17 จากสูตรด้านบน

มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ Copy เราจะต้องพิมพ์สูตรเป็น =D$17+F19 หรือถ้าต้องการให้ทั้งแถวและ

คอลัมน์ในทุกๆ ตำแหน่งมีการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องพิมพ์สูตรเป็น =$D$17+$F$19

ฟังก์ชัน

การคำนวณใน Excel นั้นนอกจากจะเกิดจากสูตรที่พิมพ์ขึ้นแล้ว ยังอาจเกิดจากฟังก์ชันที่

Excel มีมาให้ก็ได้ โดยปกติรูปแบบของฟังก์ชันใน Excel จะอยู่ในรูปดังนี้

=

ชื่อฟังก์ชัน(ตัวเลขหรือ Cell ที่ส่งให้กับฟังก็ชันเพื่อคำนวณ)

โดย Cell ที่ส่งให้กับฟังก์ชันอาจอยู่ในรูปของ Cell ที่ระบุหรือช่วงของ Cell ก็ได้

ตัวอย่าง

=SUM(10,20,30,40)

􀃎

ผลรวมของตัวเลขในวงเล็บ

=AVERAGE(A1,A2,A4)

􀃎

ค่าเฉลี่ยของ Cell A1, A2 และ A4

=MAX(C1:C3)

􀃎 ค่าสูงสุดที่อยู่ใน Cell ตั้งแต่ C1 ถึง C3

ประเภทของฟังก์ชัน

-

9 -

ฟังก์ชันภายใน Excel สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท แต่ในที่นี้จะกล่าวเพียงบาง

ประเภทเท่านั้น คือ

1.

ฟังก์ชันเกี่ยวกับวันที่และเวลา

=NOW() : ทำหน้าที่แสดงวันที่และเวลาปัจจุบัน

2.

ฟังก์ชันทางสถิติ

=Min(Number1, Number2,…) : หาค่าที่น้อยที่สุด

=Max(Number1, Number2,…) : หาค่าที่มากที่สุด

=Count(Value1, Value2,…) : นับจำนวนตัวเลขทั้งหมดที่มีอยู่ (ไม่นับข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลข)

=Average(Number1, Number2) : หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล

3.

ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์

=Sum(Number1, Number2) : หาผลรวมของข้อมูล

=Round(Number, Num_Digits) : ปัดตัวเลขทศนิยม Number ให้เหลือจำนวนเท่ากับ

Num_Digits

4.

ฟังก์ชันทางตรรกศาสตร์

=If(Logical_Test, Value_If_True, Value_If_False) : คือการเปรียบเทียบเงื่อนไข

Logical_Test ซี่งถ้าผลลัพธ์เป็นจริงให้ทำตาม Value_If_True ถ้าผลลัพธ์เป็นเท็จให้ทำตาม

Value_If_false

การจัดรูปแบบการแสดงผลของตัวเลขบน

Worksheet

หมายถึงการจัดรูปแบบการแสดงผลต่างๆ ของตัวเลขภายใน Cell ว่าต้องการให้มีลักษณะ

อย่างไร เช่น เราต้องการให้มีทศนิยมกี่ตำแหน่ง หรือให้มีเครื่องหมายจุลภาคที่ตำแหน่งหลักพัน

หรือไม่ เป็นต้น การจัดรูปแบบการแสดงผลสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. เลือก Cell ที่ต้องการจัดรูปแบบ

2. คลิก Mouse ด้านขวา จะปรากฏเมนูขึ้นให้เลือกคำสั่ง Format Cells จะปรากฏหน้าต่าง

ดังต่อไปนี้

-

1 0 -

3. ให้เลือกรูปแบบที่ต้องการ โดยรูปแบบต่างๆ ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

General

จะแสดงผลลัพธ์ดังนี้

1. ตัวเลขชิดซ้าย Cell

2. ตัวเลข 0 ที่ไม่มีนัยสำคัญจะถูกตัดทิ้ง

3. ถ้าตัวเลขมีความยาวมากกว่าความกว้างของ Cell จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของ

Scientific

Number

จะใช้สำหรับกำหนดข้อมูลที่เป็นตัวเลขว่าต้องการทศนิยมกี่ตำแหน่ง มี

เครื่องหมายจุลภาคที่ตำแหน่งหลักพันหรือไม่ และรูปแบบของเครื่องหมายลบว่าเป็นแบบใด ดังรูป

-

1 1 -

Percentage

คือรูปแบบการแสดงผลตัวเลขที่ตามด้วยเครื่องหมาย % ดังรูป

4. หลังจากเลือกรูปแบบการแสดงผลเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ปุ่ม OK

-

1 2 -

การสร้างกราฟ

การสร้างกราฟนั้นจะต้องทำหลังจากที่มีข้อมูลที่จะนำมาทำกราฟใน Worksheet เรียบร้อย

แล้ว หลังจากนั้นจะต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. คลิกที่ปุ่ม จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้เลือกชนิดของกราฟที่ต้องการดังรูป

2. หลังจากเลือกชนิดของกราฟเรียบร้อยแล้ว คลิกที่ปุ่ม Next จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้

กำหนดช่วงของข้อมูลที่จะนำมาสร้างกราฟ ดังรูป

􀁮

-

1 3 -

3. พิมพ์ช่วงของ Cell ที่อยู่มุมบนซ้ายจนถึงมุมล่างขวาของข้อมูลที่จะมาทำเป็นกราฟ หรือ

จะใช้วิธีคลิกที่หมายเลข 1 และใช้ Mouse เลือก Cell ทั้งหมดที่จะนำมาสร้างเป็นกราฟก็ได้

4. หลังจากเลือก Cell เรียบร้อยแล้ว ในกรณีที่เราต้องการเลือกเฉพาะข้อมูลบางกลุ่มมา

สร้างกราฟนั้นสามารถทำได้โดยคลิกที่หมายเลข 2 (จากรูปด้านบน) จะปรากฏหน้าต่างดังนี้

􀁮

􀁯

5. ให้เลือกรายการที่ไม่ต้องการที่ตำแหน่งหมายเลข 1 และคลิกที่ปุ่ม Remove (หมายเลข 2)

เพื่อเลือกรายการที่ไม่ต้องการออกไป

6. เมื่อเลือกเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกปุ่ม Next จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้ตกแต่งรายละเอียด

ของรูปกราฟ ดังต่อไปนี้

-

1 4 -

การตกแต่งกราฟจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. Title เป็นส่วนที่ใช้อธิบายรูปกราฟ โดยจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

ชื่อกราฟ (Chart Title)

ชื่อข้อมูลในแกน X (Category (X) axis)

ชื่อข้อมูลในแกน Y (Value (Y) axis)

2. Axes เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแกน X และ Y โดยสามารถเลือกที่จะซ่อนหรือแสดงทั้ง

แกน X และ Y ได้

3. Gridlines เป็นส่วนที่ใช้สำหรับวาดตารางภายในกราฟ ว่าจะให้มีเส้นตารางแบบใดบ้าง

4. Legend เป็นส่วนที่ใช้สำหรับซ่อนหรือแสดง Legend ซึ่งถ้าเลือกแสดง จะสามารถระบุ

ตำแหน่งของ Legend ได้ว่าจะให้อยู่ที่ตำแหน่งใดของกราฟ เช่น ด้านบน ด้านล่าง

ด้านซ้าย เป็นต้น

5. Data Label เป็นส่วนที่ใช้กำหนดว่าจะให้แสดงชนิดของข้อมูลหรือค่าของข้อมูลที่

กราฟหรือไม่

6. Data Table เป็นส่วนที่ใช้กำหนดว่าจะให้แสดงตารางข้อมูลที่นำมาสร้างเป็นกราฟ

7. ขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างกราฟนี้จะเป็นขั้นตอนในการกำหนดว่าจะให้กราฟนั้นอยู่

ใน Sheet แผ่นเดียวกับข้อมูลหรือสร้างอยู่ใน Sheet แผ่นใหม่ หลังจากเลือกแล้วให้คลิกที่

ปุ่ม Finish ก็จะได้รูปกราฟที่ต้องการ

การกำหนดรายละเอียดการพิมพ์และการพิมพ์เอกสาร

การกำหนดรายละเอียดของ Worksheet ก่อนที่จะพิมพ์เอกสารไปที่เครื่องพิมพ์นั้นสามารถ

ทำได้โดยคลิกที่คำสั่ง Page Setup ภายในเมนู File โดยจะปรากฏหน้าต่างดังรูป

-

1 5 -

ในหน้าต่างดังกล่าวมีรายละเอียดที่สามารถกำหนดได้ดังต่อไปนี้

1. Page (จากรูปด้านบน) เป็นการจัดลักษณะการพิมพ์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

1.1 Orientation เป็นการจัดลักษณะทางการพิมพ์ ซึ่งมี 2 แบบ คือ

1 Portrait คือการพิมพ์ตามแนวตั้งหรือตามปกติ

2 Landscape คือการพิมพ์ตามแนวนอนของกระดาษ

1.2 Scaling เป็นการกำหนดขนาดของ Sheet ที่จะพิมพ์ลงในกระดาษ ซึ่งเราสามารถเลือก

ให้พิมพ์ทุก Cell ให้หมดใน 1 หน้ากระดาษได้ โดยการเลือกหัวข้อ Fit to

1.3 Paper size เป็นการเลือกขนาดกระดาษที่ต้องการพิมพ์ว่าเป็นแบบใด เช่น A4 เป็นต้น

2. Margin เป็นการกำหนดขอบเขตการพิมพ์ จะมีลักษณะดังรูป

ในส่วนนี้จะใช้สำหรับการกำหนดขอบกระดาษว่าในแต่ละด้านจะให้เว้นช่องว่างขนาดเท่าไร พร้อม

ทั้งกำหนดตำแหน่งของ Header และ Footer ที่จะพิมพ์ว่าให้อยู่ที่ตำแหน่งใด

-

1 6 -

3. Header/Footer เป็นส่วนที่ใช้กำหนด Header และ Footer ว่าจะให้พิมพ์หรือไม่ ถ้าพิมพ์จะให้

พิมพ์ข้อความใดและมีลักษณะเป็นอย่างไร ดังรูป

4. Sheet เป็นการกำหนดรายละเอียดของการสั่งพิมพ์ Worksheet ว่าจะให้มีลักษณะอย่างไรดังรูป

การกำหนดรายละเอียดนี้จะแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

1. Print area คือการกำหนดพื้นที่การพิมพ์เฉพาะบาง Cell ใน Worksheet เท่านั้น

2. Print titles คือการกำหนดช่วงของแถวหรือคอลัมน์ที่จะให้พิมพ์ออกมาในทุกๆ หน้า

เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจเอกสาร

3. Print เป็นส่วนที่ใช้กำหนดรายละเอียดการพิมพ์ มีส่วนที่สำคัญดังนี้

3.1 Gridlines เป็นการกำหนดว่าจะให้พิมพ์เส้นแบ่ง Cell ของ Worksheet หรือไม่

3.2 Black and white เป็นการกำหนดให้พิมพ์แบบขาวดำเท่านั้น

-

1 7 -

3.3 Draft quality เป็นการกำหนดคุณภาพการพิมพ์ว่าให้เป็นการพิมพ์แบบร่าง

เท่านั้น

3.4 Row and column headings เป็นการกำหนดให้พิมพ์หัวแถวและคอลัมน์

4. Page Order คือส่วนที่ใช้ระบุลำดับของการพิมพ์ ว่าให้พิมพ์จากบนลงล่างจนถึงหน้า

สุดท้ายก่อนแล้วจึงเลื่อนไปพิมพ์ Cell ที่อยู่ในหน้าทางขวามือ หรือพิมพ์จากซ้ายไป

ขวาก่อน

หลังจากกำหนดรายละเอียดการพิมพ์เรียบร้อยแล้ว เมื่อต้องการพิมพ์ Worksheet สามารถ

ทำได้โดยคลิกที่คำสั่ง Print ภายในเมนู File โดยจะปรากฏหน้าต่างดังต่อไปนี้

ในหน้าต่างนี้จะมีส่วนที่ต้องระบุอยู่ 4 ส่วนคือ

1. Printer ในช่อง Name จะเป็นการเลือกรุ่นและยี่ห้อของเครื่องพิมพ์ (ในกรณีที่

คอมพิวเตอร์ต่อกับเครื่องพิมพ์มากกว่า 1 ตัว)

2. Print range คือส่วนที่ใช้ระบุขอบเขตของการพิมพ์ โดยจะมี 2 ตัวเลือกคือ

2.1 All หมายถึงให้พิมพ์ทุกหน้า

2.2 ให้พิมพ์เฉพาะหน้าที่ระบุ ว่าตั้งแต่หน้าที่เท่าใดจนถึงหน้าที่เท่าไร

-

1 8 -

3. Print what คือส่วนที่ใช้ระบุว่าจะพิมพ์งานจากส่วนใด ซึ่งจะมี 3 ตัวเลือกคือ

3.1 Selection เป็นการพิมพ์ข้อมูลจาก Cell ที่ได้ป้ายแถบสีไว้เท่านั้น

3.2 Active Sheet เป็นการพิมพ์ข้อมูลจาก Worksheet ที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน

3.3 Entire workbook เป็นการพิมพ์ข้อมูลในทุกๆ Worksheet ที่มีอยู่ใน

Workbook เดียวกัน

4. Copies เป็นการระบุจำนวนชุดที่จะพิมพ์ว่าจะให้พิมพ์ซ้ำๆ กันกี่ชุด

-

1 9 -

แบบฝึกหัดท้ายบท

1. พิมพ์ข้อความต่อไปนี้ และบันทึกลงใน A:\excel\exercises1.xls

ยอดขายหนังสือชุด Microsoft Office

Word Excel PowerPoint

ม.ค. 1700 1500 2000

ก.พ. 1900 2000 1500

มี.ค. 2400 1900 2300

เม.ย. 2200 2340 2000

2. เปิดไฟล์ A:\excel\exercises1.xls จงรวมยอดขายหนังสือในเดือนมกราคม และยอดขายหนังสือ

Word และบันทึกลงใน A:\excel\ exercises2.xls

3. เปิดไฟล์ A:\excel\exercises2.xls จงรวมยอดขายหนังสือในแต่ละเดือน และยอดขายหนังสือแต่

ละประเภท และบันทึกลงใน A:\excel\example3.xls

4. เปิดไฟล์ A:\excel\exercises.xls จงนำยอดขายหนังสือแต่ละประเภทในแต่ละเดือนไปสร้างกราฟ

และบันทึกลงใน A:\excel\example4.xls

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สมุนไพรรักษาโรค


พืชสมุนไพร เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานับพันปี แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา สรรพคุณและคุณค่าของสมุนไพรอันเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าภูมิปัญญาโบราณก็เริ่มถูกบดบังไปเรื่อยๆ และถูกทอดทิ้งไปในที่สุด ความจริงคนส่วนใหญ่ก็พอรู้ๆ กันว่า สมุนไพรไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าใช้ประโยชน์ได้จริง และใช้ได้อย่างกว้างขวาง แต่เป็นเพราะว่าเราใช้วิธีรักษาโรคแผนใหม่มานานมากจนวิชาแพทย์แผนโบราณที่มีสมุนไพรเป็นยาหลักถูกลืมจนต่อไม่ติด
ภาครัฐเริ่มกลับมาเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทยอีกครั้งด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 ว่า " ให้มีการผสมผสานการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้ากับระบบบริการสาธารณสุขของชุมชนอย่างเหมาะสม"
บทความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในคำนำของหนังสือ "สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด" ซึ่งเภสัชกรหญิงสุนทรี สิงหบุตรา เภสัชกรด้านเภสัชสาธารณสุข หัวหน้าฝ่ายวิชาการ กองเภสัชกรรม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้รวบรวมและเรียบเรียง ได้บันทึกไว้ ซึ่งต่อมาทางสำนักอนามัยฯ ได้นำหนังสือดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อใช้ประโยชน์ในงานของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ การนี้ ทางโครงการฯ เห็นว่า
เนื้อหาในหนังสือมีคุณค่าและให้ประโยชน์กับผู้ที่ร่วมงานกับโครงการฯ รวมถึงบุคคลทั่วไป จึงได้นำขึ้นเผยแพร่ในเวบไซต์โครงการฯ จึงหวังว่าผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลและได้อ่านเรื่องต่างๆ ในเวบไซต์นี้คงได้รับความรู้และอาจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองหรือบุคคลรอบข้างได้ไม่มากก็น้อย..

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ประวัติขนมไทย







ขนมไทยนั้นเกิดขึนมานานแล้วตั้งแต่ประเทศไทยยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้าน อาหารการกินร่วมไปด้วย ต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จนทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆ และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่ และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกส ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนม ที่ใส่มักเป็น "ของเทศ" เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส มัสกอดจากสกอตต์ ขนมไทยเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตก ต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น ๆ ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่าง ๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนม จากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้น ๆ

ความหมายของดอกไม้











คุณรู้หรือไม่ว่าดอกไม้แทบทุกชนิดมีค่ามีความหมายในตัวเอง เราจึงได้นำความหมายดีๆ ของดอกไม้ที่นิยมมอบให้กัน มาฝาก ไม่แน่นะเราอาจจะได้ไอเดียเก๋ๆ หาดอกไม้ที่ถูกใจคู่รัก และมีความหมายในความรักของคุณและเขาก็ได้ เพราะความในใจบางอย่างที่แฝงมากับดอกไม้หนึ่งช่อที่คุณจะมอบให้กับคนพิเศษ ซึ่งแต่ละดอกในหนึ่งช่อดอกไม้นั้น หากคุณตั้งใจที่จะเลือกสรรเพื่อสื่อความในใจทั้งหมดที่มีอยู่ ดอกไม้แต่ละดอกอาจสื่อได้ดีกว่าคำพูดล้านคำ หรือคำพูดบางคำที่คุณอยากจะบอกแต่ยากที่จะพูดให้ดอกไม้บอกแทนก็ได้…
ความหมายของดอกไม้ชนิดต่างๆ

++ กุหลาบ
กุหลาบแดงและขาวรวมกัน : ดอกไม้สำหรับสื่อความหมายให้รู้ว่า “สองเราเป็นหนึ่งเดียวกัน”
กุหลาบสีชมพู : ดอกไม้สำหรับความงดงามและความอ่อนโยน
กุหลาบสีเหลือง : เป็นดอกไม้ที่บอกเป็นนัยว่า “ขอเป็นชู้ทางใจ” หรือ หมายถึงความสุข สนุกสนาน ร่าเริง
กุหลาบสีส้ม : ดอกไม้เพื่อบอกความในใจถึงความรักและสิ่งที่ผ่านมา
กุหลาบแดงเข้ม (สีเหมือนไวน์แดง) : แทนคำว่า “เธอช่างสวยเหลือเกิน”
กุหลาบสีขาว : ดอกไม้สำหรับบอกว่า “ฉันรักเธอด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน”
กุหลาบตูมที่มีทั้งใบและหนาม : เป็นดอกไม้ที่บอกให้รู้ว่า “แม้ฉันจะวิตกอยู่บ้าง แต่รู้ว่าเธอคงไม่ปฎิเสธ”
กุหลาบตูมที่ริดใบทิ้งหมด : ดอกไม้ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ให้รู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าน่ากลัวไปหมด
กุหลาบตูมที่ริดหนามทิ้งหมด : ดอกไม้ที่แสดงให้เห็นถึงความหวังที่มีอย่างเปี่ยมล้น
กุหลาบตูมสีแดง : ดอกไม้ที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่ไร้เดียงสา “รักของฉันเพิ่งแรกแย้ม และอ่อนต่อโลก”
กุหลาบตูมสีขาว : ดอกไม้ที่แสดงถึงความมีเสน่ห์น่าหลงใหล ไร้เดียงสาในเรื่องความรัก
กุหลาบบานหนึ่งดอก และกุหลาบตูม 2 ดอก : เป็นดอกไม้ที่บอกว่า “นี่คือความรักที่ฉันแอบซ่อนไว้”
กุหลาบบานสีแดง : ดอกไม้สำหรับบอกให้รู้ว่า “ฉันรักเธอเข้าแล้ว”
กุหลาบสีแดงที่โรยแล้ว : เป็นดอกไม้ที่เขาอยากจะบอกให้คุณรู้ว่า “ความรักของเรานั้นจบลงแล้ว”
กุหลาบสีขาวที่โรยแล้ว : ดอกไม้สำหรับแทนความหมาย “เสน่ห์ของเธอมันจืดจางลงแล้ว”
กุหลาบไร้หนาม : เป็นดอกไม้ที่สื่อให้รู้ว่า “เธอช่างมีเสน่ห์น่าหลงไหลแม้ยามแรกพบ”
กุหลาบดอกเดียว : ดอกไม้สำหรับแทนความหมาย “รักฉันแม้เรียบง่าย แต่ก็มั่นคงกับเธอผู้เดียว”

++ คาร์เนชั่น
คาร์เนชั่น สีแดง : เป็นดอกไม้ที่สื่อว่า “เห็นใจในความรักของฉันที่มีต่อเธอบ้าง” เป็นลูกออดอ้อนให้ใจอ่อนสีชมพูหวาน : เป็นดอกไม้ที่สื่อว่า “ความรักของฉันกำลังจะผลิบาน โปรดถนอมหัวใจรักฉันด้วย”คาร์เนชั่นลาย : ดอกไม้สำหรับปฏิเสธใครที่มาตามตื้อ ต้องรีบส่งไปเพราะมันหมายถึง “ไม่ได้คิดอะไรด้วยเลย”คาร์เนชั่นที่ถูกดึงกลีบดอกออกไป : เป็นดอกไม้สำหรับการปฏิเสธความรักโดยสิ้นเชิง ประมาณว่า “ฉันไม่เคยคิดรักเธอเลย”

++ ทิวลิป
ทิวลิป เป็นดอกไม้ที่หมายถึงการตกหลุมรักหัวปักหัวปำ ความรักที่ฉาบฉวยและจึดจางอย่างรวดเร็ว
ทิวลิปสีแดง : ดอกไม้ที่สื่อว่า “อยากให้โลกรู้ว่าฉันรักเธอ”
ทิวลิปสีเหลือง : ดอกไม้ที่สื่อว่า มีหางเสียงเศร้าๆ ว่า “ฉันหมดหวังในรักเธอแล้วหรือไร”
ทิวลิปหลากสีในช่อเดียวกัน : ดอกไม้ที่หมายความว่า “ดวงตาแสนสวยของเธอทำให้ฉันคลั่งไคล้”

++ ดอกลิลลี่
ดอกลิลลี่ เป็นดอกไม้ที่แทนความรักอ่อนหวาน บริสุทธิ์ อ่อนไหวต่อโลก “เธอเป็นรักแรกของฉันนะ คนดี”

++ ดอกไอวี่
ดอกไอวี่ เป็นดอกไม้ที่เป็นตัวแทนแห่งความซื่อสัตย์และมั่นคงในรัก แต่ถ้าหนุ่มคนไหนต้องการขอสาวแต่งงานลองส่งดอก ไอวี่แทนใจก็ได้ เพราะอีกนัยหนึ่ง หมายถึงการแต่งงาน

++ ดอกมะลิ
ดอกไม้ที่เป็นตัวแทนความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง และอ่อนโยน มะลิ แทนความหมาย “เธอคือผู้ที่ฉันสุดรักสุดบูชา” หรือ “เธอคือดอกฟ้าผู้สง่างามและสูงส่ง”

++ กล้วยไม้
เป็นดอกไม้ที่ไว้บอกภาษารักว่า “ฉันไม่อาจห้ามใจให้คิดถึงเธอได้”

++ ดอกหญ้า
คือดอกไม้ที่ใช้สื่อความรักที่เปี่ยมด้วยอิสระ แทนความว่า “ฉันรักเธอ แต่ขอเธออย่าผูกมัดฉันเลยนะคนดี”

++ ดอกบัว
เป็นดอกไม้แทนความสงบและความบริสุทธิ์ใจ จึงเป็น “รักด้วยความศรัทธาและชื่นชม”

++ ดอกแกลดิโอลัส
เป็นดอกไม้ที่สมควรส่งให้สาวที่เข้มแข็ง และมีความมั่นใจ เพราะแทนคำว่า “เธอช่างเป็นสาวมั่นจริงๆนะ” และยังเหมาะที่จะใช้เป็นดอกไม้แสดงความยินดี แทนคำว่า “ยินดีด้วยสำหรับความสำเร็จ ครั้งนี้”

++ ดอกทานตะวัน
ดอกไม้ที่แทนสัญญลักษณ์ของความเชื่อมั่น ความมั่นคง รักเดียวใจเดียว และมีนัยถึงศิลปะที่งดงาม ถ้าได้รับดอกทานตะวันเหมือนได้รับสารว่า “แม้เธอจะเย่อหยิ่งเพียงไร แต่สักวันฉันจะชนะใจเธอ” และยังหมายถึง “รักของฉันมั่นคงและภักดีต่อเธอเสมอ ดุจดั่งทานตะวันที่ไม่เคยหันมองผู้ใดนอกจากดวงอาทิตย์”

++ แดฟโฟดิล
เป็นดอกไม้ที่เหมาะสำหรับความรักของเพื่อนแท้ คนรู้ใจ เพราะส่งแดฟโฟดิลเหมือนบอกว่า “น้ำใจไมตรี และความเอื้ออาทรของเธอ สมแลัวกับที่เป็นเพื่อนรักที่แสนดีของฉัน”

++ ดอกซ่อนกลิ่น
ดอกไม้สำหรับคนที่มีรักซ้อนซ่อนใจ ไม่อาจเปิดเผย “ฉันแอบรักเธออยู่นะ” หรือ “ฉันหยิ่งเกินกว่าจะเอ่ยปากบอกรักกับเธอก่อน”

++ ดอก Lilac
ดอกไม้สำหรับการส่งให้กับความรักครั้งแรก

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การผลิตยาแคปซูล


ยาแคปซูล



ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพที่จากแหล่งได้รับการคัดสรร

ยังได้รับการตรวจสอบก่อนนำมาผลิตทุกๆครั้ง

ควบคุมการผลิตอย่างเข้มงวดในทุกๆขั้นตอน

บรรจุในภาชนะที่สามารถป้องกันแสง และความชื้น

จึงทำให้เชื่อได้ว่าเมื่อถึงมือผู้บริโภค

และยังคงคุณภาพและคุณค่าทางอาหารครบถ้วน และ

โรงงานผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน

GMP แล้ว

การทำขนมจีน


ขนมจีนจริงๆแล้วเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิด





คำว่า "ขนมจีน" ไม่ใช่ของอาหารจีน แต่คำว่า "จีน" ที่ต่อท้ายขนมนี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากมอญ

ซึ่งเรียกขนมจีนว่า "คนอมจิน" หมายถึง "สุก 2 ครั้ง" พิศาล บุญปลูก ชาวไทยเชื้อสายรามัญผู้สนใจศึกษาอาหารและวัฒนธรรมมอญกล่าวว่า "จริง ๆ แล้ว ขนมจีนเป็นอาหารของคนมอญหรือรามัญ คนมอญเรียกขนมจีนว่า คนอมจิน คนอม หมายความว่าจับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน จินแปลว่าทำให้สุก" นอกจากนี้ "คนอม" นั้นสันนิษฐานว่าน่าจะใกล้เคียงกับคำไทย "เข้าหนม" แปลว่าข้าวที่นำมานวดให้เป็นแป้งเสียก่อน ซึ่งภายหลังกร่อนเป็น "ขนม" จริง ๆ แล้ว ขนม ในความหมายดั้งเดิมจึงมิใช่ของหวานอย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน ขนม หรือ หนม ในภาษาเขมร หรือ คนอม ในภาษามอญหมายถึงอาหารที่ทำจากแป้ง ดังนั้นขนมจีน จึงน่าจะเพี้ยนมาจาก คนอมจิน ซึ่งทำให้เกิดสมมุติฐานตามมาอีกว่า ดั้งเดิมทีเดียวขนมจีนเป็นอาหารมอญ แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ชนชาติอื่น ๆ ในสุวรรณภูมิตั้งแต่โบราณกาล



เส้นขนมจีนนั้นทำมาจากแป้งข้าวเจ้าโดยจะต้องนำแป้งข้าวเจ้ามาแช่น้ำให้นิ่มและนำไปโม่ก่อน แล้วนำแป้งข้าวเจ้าไปหมักในบ่อหมักประมาณเจ็ดวัน เมื่อหมักแล้วจึงนำมานวดในเครื่องนวดแป้ง นวดเสร็จก็นำเข้าเครื่องบีบเพื่อทำให้เป็นเส้นขนมจีน เมื่อได้เส้นแล้วก็ ทำต้มในน้ำร้อนเดือดเพื่อทำความสะอาด แล้วนำมาร้าดด้วยน้ำสะอาดอีกทีหนึ่ง ก่อนที่จะนำเส้นไปจับเป็นจีบ โดยที่ ตะกร้าขนมจีนจะต้องรองด้วยใบตองก่อนที่จะ นำขนมจีนมาวางใส่

การทำพู่กัน

พู่กัน



พู่กันเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนช่วยให้งานศิลปะ ได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่ การเลือกพู่กันที่

ถูกต้องเหมาะสมกับสีจะทำให้สามารถสนองตอบความรู้สึก อารมณ์ ของศิลปิน พู่กันแต่

ละชนิดมีลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งพู่กันที่ดี (Raphael และ Pyramid ) จะได้รับความพิถีพิถันในการเลือกขนเพื่อมาทำพู่กัน ให้เหมาะสมกับพู่กันแตละประเภท
พู่กันสีน้ำพู่กันสีน้ำที่ดีควรมีลักษณะขนที่อ่อนนุ่ม สามารถอุ้มน้ำ อุ้มสี ได้มาก มีการคืนตัวที่ดี มีแรงสปริง และแรงดีดพอสมควร ทำจากขนสัตว์ ขนสัตว์ สำหรับสีน้ำ ขนนก Petit Gris เป็นขนที่ดีที่สุดในการทำนำมาทำพู่กัน มีคุณสมบัติที่ไม่ดูดซับสีมากเกินไป เนื้อขนที่ละเอียด อ่อนนุ่มและพลิ้วไหว โปร่งเบา ลักษณะขนสีน้ำตาล Kazan,สีน้ำเงิน,สีทอง ได้รับการเลือกมาทำพู่กันมากที่สุด ขน Red Sable มีลักษณะขนสีทองอมน้ำตาลแดง มีคุณสมบัติพิเศษในการอุ้มสีได้ดีเยี่ยม และมีการตอบสนองที่ไม่สามารถหาที่เปรียบได้ มีความสามารถในการคืนตัว และความยึดหยุ่น มีความหนาของขนทำให้มีคุณสมบัติในการดีดตัว ขน Kolinsky และ Red Sable เป็นขนที่มาจากแถบไซบีเรีย จึงมีคุณสมบัติในการขยายตัวซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ และ “ในปัจจุบัน Raphael เป็นพู่กันเพียงยี่ห้อเดียวที่ใช้ขน Kolinsky มาผลิตพู่กัน” ขนกระรอก เป็นขนที่มีลักษณะขนไม่อ่อนนุ่มมากนัก แต่ก็สามารถอุ้มสี และอุ้มน้ำได้ดี ขนกระต่าย เป็นขนที่มีลักษณะอ่อนนุ่มมาก สามารถอุ้มน้ำ และอุ้มสีได้มาก ขน Pony เป็นขนที่มีลักษณะไม่อ่อนนุ่มมาก แต่สามารถอุ้มน้ำ และอุ้มสีได้มาก ขน Synthetic สำหรับ สีน้ำ ขน Synthetic เป็นขนที่มีความอ่อนนุ่ม และมีความยึดหยุ่นดี ถึงแม้จะไม่สามารถดูดซับสี และน้ำได้ดีเท่ากับขนจากธรรมชาติ แต่ก็เลียนแบบในด้านรูปทรงได้ใกล้เคียงที่สุด มีข้อดี คือ ด้านความคงทน และอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่าขนจากธรรมชาติ โดยเฉพาะขนสีทอง และ Raphael ก็เป็นยี่ห้อเดียวที่ผลิตพู่กันโดยใช้ขน Synthetic